[ยมโลก]ปม....

posted on 09 Sep 2012 04:50 by shinigami-maya directory Fiction

เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ


 

 

 

"ปม"

 

 

“ท....ท่านก็ กำลัง รัก ข้า อยู่ ใช่ไหม?” 

“ขอข้า......ไปสะสางบางเรื่องแล้วจักมาบอกเจ้าได้หรือไม่?”

 .

.

 

ใช่.....ข้ากำลังรักเจ้าอยู่.....

คำง่ายๆ ตรงกับความรู้สึกในใจ ดูง่าย แต่เอ่ยออกไปยากเหลือแสน เพียงเพราะ หากพูดไปตอนนี้ มันดูจะไม่เต็มปาก เต็มคำเท่าใดนัก เพียงเพราะมันยังมีบางเรื่อง บางความรู้สึกที่ซ่อนลึกอยู่ข้างใน ที่เขาปล่อยมันทิ้งค้างเอาไว้ ให้ไปสะสางสักที

ก็คงต้องสะสางได้แล้วกระมัง?

เดินพลางคิดวนเวียนอยู่แต่ใบหน้าของคนที่เพิ่งจักแยกจากมาเมื่อครู่ ทั้งน้ำเสียงและแววตาก่อนแยกจากมันชวนให้เขาอยากจะต่อว่าต่อขานตนเองเสียงหลายคำ  คิดไปเรื่อยเปื่อยเช่นนั้น แต่สุดท้ายก็เดินกลับมาถึงเรือนที่พักจนได้

เมื่อเปิดประตูเข้ามากลางบ้านก็กลับไม่พบน้องสาวฝาแฝด มีเพียงมาลัยดอกไม้ มาลัยแขวนที่มีร่องรอยการเปลี่ยนใหม่ แลบ้านมืดๆไร้แสงไฟ แน่ล่ะ ป่านนี้คงเข้านอนแล้วกระมัง? เขาเดินถอนใจอย่างเหนื่อยอ่อนผ่านกลางบ้านไป ลอบแอบขยับประตูห้องที่ตรงข้ามกับห้องนอนเขานิดหน่อย แต่มันก็เปิดออกอย่างง่ายดายเพราะไม่ได้ลั่นกลอน......

“ยังไม่นอนหรอกรึแม่ตา?” ส่งเสียงถามคนในห้องนั้น เมื่อเปิดประตูออกจนสุดก็พบหญิงสาวที่หน้าตาเหมือนกับเขาราวกับเคาะพิมพ์ออกมาสางผมอยู่หน้ากระจกไม่รีบไม่ร้อน และเหมือนจะไม่ประหลาดใจเท่าใดด้วยที่เห็นเขาเปิดประตูเข้ามา

“นอนแล้วจักเห็นไหมเล่าเจ้าคะพี่ท่าน?” เสียงนุ่มตอบเบาๆพลางสางผมยาวสลวยไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ร่างอรชรผลัดเปลี่ยนไปนุ่งผ้าเนื้อบางเตรียมนอนแล้ว น่าจะเพิ่งอาบน้ำท่าเสร็จสักพักกระมังถึงมานั่งสางผมหย่อนใจเช่นนี้ ปฏิจจาเอนตัวพิงกรอบประตูมองตามเงียบๆเช่นนั้นสักครู่หนึ่ง

“ปกติ....เวลานี้ก็เห็นว่าน่าจะนอนแล้ว” พึมพำเบาๆ แต่ก็ไม่ได้เบาพอขนาดที่จะพ้นหูอีกคน

“มีอะไรงั้นรึ?” เอ่ยพลางหยิบน้ำอบมาร่ำกายตามปกติวิสัยที่กระทำ ตาก็มองผ่านกระจกโต๊ะเครื่องแป้งไปทอดมองอีกฝ่ายที่ดูจะอมทุกข์ผิดแปลกไปจากเดิม

“.......กับท่านอโรชาเป็นอย่างไรบ้าง?” ว่าแล้วก็ลดตัวลงนั่งพิงธรณีประตู อันที่จริง ก็ยังไม่อยากจะยอมรับอะไรมากเท่าใด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ศูนยตาแม่ตัวดีของเขายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ได้ทั้งวันคงเห็นจะไม่พ้นเพราะใครอีกคนเป็นแน่แท้

คนถูกถามนั้นถึงกับหัวเราะเบาๆระคนส่ายหน้า “ปกติน่ะรึ? ไม่เห็นจะถาม ได้แต่หลบเลี่ยงพยายามไม่คุย ไม่พูดถึงแกมไม่ยอมรับความจริง แล้ววันนี้ลมอะไรหอบเล่า? จึงพูดเรื่องพรรณนี้ได้ไม่กระดากปากนักเจ้าคะ?” เสียงหวานเอ่ยกลั้วหัวเราะ พาให้คนที่นั่งพิงธรณีประตูอยู่หัวเราะตามพลันเกาหัวแก้เก้อ

“ฉันก็อยากจักรู้ความเป็นไปบ้าง ว่าเสียทีอุตส่าห์ยกน้องสาวแสนรักให้ แล้วท่านผู้นั้นจะดูแลน้องสาวฉันดีหรือไม่น่ะสิ”ว่าไปนั่น แท้จริงแล้วแค่หมั่นมองหน้าน้องสาวบ่อยๆก็แทบจะรู้ความเป็นไปทั้งหมดแล้วกระมัง ศูนยตาผู้ไม่ปกปิดอารมณ์ สถานการณ์หัวใจเป็นเช่นไร ก็ดูเหมือนมันจะฉายชัดบนหน้านางอยู่ตลอดอยู่แล้ว

“ตกลงยกให้แล้วกระนั้นรึ???” นางถึงกับหันไปหาปฏิจจาตาโต น้ำเสียงที่ถามนั้นติดจะมีความยินดีปนอยู่เหลือประมาณ

“ตามนั้นแล ตอบฉันมาเสียทีเถิดว่าเป็นเช่นไรบ้าง อย่ามัวแต่เล่นลิ้น เดี๋ยวจะได้ต่อขานกันถึงเพลาทำงานกันพอดีดอก” หัวเราะผ่อนคลายเปลี่ยนท่าจากนั่งขัดสมาธิเป็นนั่งชันเข่าสบายๆมองแม่คนงามที่บัดนี้ยิ้มจวนปากจะฉีกถึงรูหูแล้ว ช่างชวนขันยิ่งนัก

“ก็ดีเจ้าค่ะ......แล้วกับท่านรุกขะเล่า ไปแกล้งอันใดมาอีก” หันกลับมามองกระจกซ้ายขวาเมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อย ก็เดินไปนั่งพับเพียบเรี่ยมเร้ตรงหน้าพี่ชายยิ้มละมุมละไมตามปกติ

“แม่ตานี่ กล่าวหาฉัน?” ยิ้มทั้งๆเอนกายพิงกรอบประตูอยู่

“ไม่ได้กล่าวหา แต่รู้.....” ใช้นิ้วจิ้มอกผู้เป็นพี่ชายเบาๆ ส่งสายตาตาสื่อนัยยะที่รู้กันแต่ไม่เอ่ยออกมา

“แล้วแม่ตาเล่า ยังชอบเขินตัวแดงอยู่รึเปล่า?” เอามือขึ้นมารับนิ้วที่จิ้มอก จับไว้แต่เพียงครู่แล้วปล่อยไม่ได้ยื้ออันใด

ฝ่ายศูนยตาไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่เอื้อมมือไปจับไหล่อีกคนให้หันหลังให้ตัว มือนิ่มแกะผ้าที่พันเปียยาวนั่นออกแผ่วเบา แล้วลงมือใช้หวีสางแก้เปียให้เป็นผมยาวสยาย ค่อยๆสางช้าๆ เบาๆ ยังความผ่อนคลายมาให้บรรยากาศระหว่างกันอย่างเหลือประมาณ

“ตอนนี้แม่ตารู้สึกอย่างไรรึ? กับท่านนั้น? บอกฉันมาตรงๆเถิด” พูดเบาๆน้ำเสียงผ่อนคลาย อันที่จริงเขาชอบเวลาที่มือนิ่มนี่มาสางมาจับผมเขาที่สุด อย่างที่ไม่รู้ว่าจะไปหาใครมาจับผมเขาแล้วจะรู้สึกดีได้ขนาดนี้

“ตอนนี้?” ถามย้ำเพื่อความแน่ใจ เมื่อเห็นว่าพี่ชายไม่ตอบกระไรจึงแน่ใจแล้วว่าเป็นตอนนี้จริงๆ “ตอนนี้...ก็ขาดไม่ได้เสียแล้วเจ้าค่ะ” สางผมดำสลวยนั่นเรื่อยๆ อันที่จริง ปฏิจจาถือเป็นบุรุษที่ผมสุขภาพดีพอสมควร คงเป็นเพราะนางเป็นคนดูแลให้กระมัง ถึงเรียบลื่นยิ่งกว่าสตรีบางนางเสียอีก

“นั่นเป็นคำที่ใกล้เคียงคำว่ารักที่สุดของแม่ตารึเปล่า?”ถามเย้าเล่น มือที่สางอยู่นั้นชะงักไปสักพักหลังจากนั้นพลันทำรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนเขาต้องร้องโอดโอยปรามขึ้นมา หากมีกระจกมาตั้งตรงนี้ เขาคงจะเห็นว่านางหน้าแดงตัวแดงแล้วกระมัง

“......ก็คงใช่กระมังเจ้าคะ” ถอนใจตอบเสียงนิ่ม “คล้ายกลับไปเป็นแรกรุ่นยิ่งนัก ทั้งใจเต้นระรัว คิดถึงโหยหาจนแทบจะข่มตานอนไม่หลับ” ว่าแล้วก็ยิ้มหวานซึ้งออกมาอีกครั้งเมื่อคิดถึงใครบางคนเข้า

“ก่อนหน้าฉัน แม่ตาชอบใครมาก่อนรึเปล่า?” เอ่ยคำต้องห้ามขึ้นมา จริงๆมันเป็นเรื่องที่ตกลงกันไว้มาสามสี่ร้อยปีได้แล้ว แต่ระหว่างเขากับนางก็ไม่ใช่คนอื่น นานๆทีการจะพูดเรื่องแต่หนหลังบ้างก็ไม่ผิดแผกแต่ใด

มือนิ่มหยุดการสางไป ก็เดาไม่ได้ว่าที่หยุดนี่เพราะโกรธารึเพราะกำลังนึก แต่เมื่อได้ยินเสียงอีกคนพูดขึ้นก็โล่งใจ

“มีเจ้าค่ะ” ตอบเบาๆ

“บุรุษรึสตรี?” เย้าเล่นอีกที คราวนี้แรงกระชากจากข้างหลังทำเอาเขาหน้าหงายไปเสียทันที ปฏิจจาหัวเราะร่วนแกมครางโอดโอย

“เพลาป่านนี้ เห็นทีพี่ท่านจะเพ้อเพราะฤทธิ์ความง่วงเสียแล้วกระมัง” ยังคงสางผมอีกฝ่ายแรงๆด้วยความหมันเขี้ยวระคนหมันไส้ จนเป็นห่วงว่าผมปฏิจจาจะหลุดติดมือนางออกมาเป็นแน่ แต่ถึงขนาดนั้นคนตรงหน้าก็เอาแต่หัวเราะอยู่นั่นแล

“เอ้า!! ฉันก็ไม่รู้นี่ “ หัวเราะร่วนเอิ้กอ้ากอารมณ์ดี จนคนข้างหลังต้องตีเอาสักตุบจึงจะสงบเสงี่ยมได้

“บุรุษสิเจ้าคะ เพียงแต่ ก็แค่ลอบมองเท่านั้น แล้วก็จบลงอย่างที่อิฉันไม่ได้เอ่ยใดๆออกไป ก็เท่านั้น ยังไม่เรียกความรักกระมัง เพียงความหลงใหลแต่ชั่วครู่ ของเด็กวัยเพิ่งพ้นโกนจุก” นางเอ่ยกลั้วหัวเราะ น้ำหนักมือเริ่มกลับมาคงที่อีกครา

“เพียงแต่..........”พูดแค่นั้นแล้วเงียบไป ท่ามกลางความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจของทั้งคู่เท่านั้นที่ดังภายในบรรยากาศเช่นนี้ ปฏิจจาได้แต่นิ่ง นิ่งเพื่อรอฟังคำพูดของอีกคน ส่วนศูนยตาก็ได้แต่นิ่ง นิ่งเพื่อเตรียมใจบางสิ่ง ก่อนจะสูดหายใจเข้าเสียลึกๆ

“เพียงแต่....บุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นบุรุษผู้ปล้นหัวใจอิฉันไปทั้งดวง เห็นจะมีแต่ผู้เดียว ซึ่งบุรุษผู้นั้นได้”ตายไปจากใจอิฉันเสียแล้ว”.......” ว่าแล้วก็ใช้ผ้ามัดเปียเป็นการจบการสางผมแต่เพียงเท่านั้น เปียที่เริ่มยุ่งแต่เมื่อครู่ กลับเป็นเปียสวยดังเดิม นางชื่นชมผลงานอยู่เช่นนั้นแล้วจึงปล่อยให้มันกลับไปทอดไกวบนแผ่นหลังกว้างอีกครา ชายผู้ไว้เปียไว้ไม่เคยตัด เพราะ ผู้เป็นบิดาสั่งเอาไว้ เมื่อกาลก่อนนานมาแล้ว

“........................” เงียบงัน ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดในห้องนี้ เว้นแต่เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนสองคน ที่ต่างก็นั่งนิ่งราวกับหุ่น นางหนึ่งก็ได้แต่นั่งพับเพียบมองแผ่นหลังของบุรุษตรงหน้า บุรุษคนนั้น ก็เฝ้าแต่หลุบตามองพื้นนิ่งๆ อยู่เช่นนั้นสักระยะ

“งั้นดอกรึ? ฉันก็คงจักเช่นกัน หญิงแรกที่ฉันรักหมดหัวใจ นางก็ “ได้ตายไปจากใจฉันเสียแล้วเช่นกัน”........แม่ตานอนเถิด ฉันรบกวนแม่ตามามากเสียแล้ว” แค่นยิ้มนิดพลางลุกขึ้น บิดกายไปมาราวกับเมื่อยล้าเสียเหลือเกิน

“ที่พี่ท่านมาพูดเรื่องนี้? เพียงเพราะอยากจะรื้อปมค้างในใจงั้นหรอกรึ?” พึมพำลอยๆ ก่อนจะหันกลับไปปัดที่นอนไม่ได้ต้องการคำตอบใดๆ

เพียงแต่คนฟังนั้นถึงกับสะอึก......

ตลอดมา ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ นางไม่เคยเปลี่ยนแม้แต่น้อย หญิงสาวผู้เป็นเจ้าของหัวใจของเข้ามาแต่เนิ่นนาน ปฏิจจาไม่ปฏิเสธ ว่าในความเป็นจริง เขาไม่เคยคลายรักนางเลยแม้แต่วินาทีเดียว แม้นางจะบอกมานานเหลือเกินแล้ว ว่าบัดนี้พวกเราเป็นพี่น้องกัน หลังจากนั้นความสัมพันธ์ฉันท์ “พี่น้อง” ที่ร่วมกับอุปโลกน์ขึ้นมาเสียนานหลายปี กระทั่งดูจะสำเร็จได้ด้วยดี แต่เช่นนั้นแล้ว ในใจของยมทูตหนุ่ม ก็ยังมิได้ลบนางออกไปจากใจ จึงโมโหทุกคราหากใครสะกิดถาม ลั่นวาจาไม่ให้นางพูดถึงเรื่องแต่หนหลัง แน่นอน นางก็แค่ให้ความร่วมมือแต่โดยดีมาตลอด

แม้จะไม่ได้รักเช่นคราวเป็นสามีภรรยา แต่ก็ยังเก็บอยู่ในส่วนลึก แลไม่หายไป ที่วันนี้มาคุยกับนางก็คงเพราะ อยากจะลบภาพ"แม่ตา” อดีตภรยาของเขาออกไป เหลือเพียง “แม่ตา” น้องสาวของเขา เท่านั้น เพราะบัดนี้หัวใจของยมฑูตปฏิจจากลับมีใครอีกคนเข้ามาวิ่งเล่นในนั้นเสียแล้ว ใครอีกคนที่เขายังไม่อาจบอกคำรักได้ เพราะอยากจะสะสางเรื่องนี้ให้มันจบไป เพื่อที่จะได้บอกคำรักออกไปได้เต็มปากเต็มคำเสียที...

คำรัก คำง่ายๆที่ดูเหมือนง่ายมากหากจะเอ่ยออกไป แต่สำหรับคนจริงจังอย่างปฏิจจามันไม่ง่ายเช่นนั้น คำนี้สำหรับเขามันช่างศักดิ์สิทธิ์ แลหากจะพูด ก็จะพูดต่อเมื่อไม่มีสิงใดติดค้าง อีกทั้งพูดไปด้วยความรู้สึกเต็มตื้นเช่นนั้น...

“คงใช่กระมัง......”ยมทูตหนุ่มหัวเราะเบาๆอย่างช่วยไม่ได้ แต่ก็ยังไม่ละสายตาออกจากร่างที่กำลังปัดที่นอนอย่างขะมักเขม้น

“ปัจจุบันเป็นสิ่งที่จับต้องได้เจ้าค่ะ เรื่องแต่หนหลัง คนแต่หนหลัง ก็ให้ตายไปจากใจไปเสียเถิด หากไม่ทำเช่นนั้น ไม่บอกรักออกไป กล่าวแต่คำว่า “สนใจ” คนข้างกายดีๆที่อุตส่าห์รักพี่ท่านเสียขนาดนั้น ก็อาจจักเสียไปอย่างง่ายดาย” หันไปมองพลางเอ่ยด้วยวาจาที่ตรงออกมาจากใจ...

“แม่ตา ที่เป็นภรรยาท่านมิมีตัวตนอยู่อีกต่อไปแล้ว นางตายไป ตั้งแต่วันนั้นแล้ว เช่นกัน พ่อปัฎสามีของข้า ก็ตายไปแล้ว ตายไปอย่างไม่มีวันจะหวนกลับมา แลข้าก็มิอยากให้พ่อปัฎกลับมา ตอนนี้ตรงหน้าข้ามีเพียงพี่ชายของข้า เท่านั้น และในใจของข้าก็มีแต่ท่านผู้นั้นเท่านั้น” สูดหายใจเข้าลึกอีกที ก่อนจะคลี่ยิ้มละไมออกมา

“เช่นนั้นแล้ว.......รัก ดูแล คนนั้นของท่านให้ดีเถิด......” นางยิ้มอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นรอยยิ้มที่ออกมาจากทั้งหมดใจที่มี ความสัมพันธ์เช่นนี้ มันควรจะจบลงไปได้นานแล้ว แต่ที่ทั้งคู่ยังคงปล่อยให้มันยืดเยื้อเรื้อรังมานานถึงเพียงนี้ ก็เพราะต่างฝ่ายต่างไม่เจอใคร แลยังไม่เจอคนที่เหมาะจะยกอีกฝ่ายให้ แต่บัดนี้ มันคงเป็นเวลาอันสมควรแล้ว ที่ทั้งคู่ควรจะจบ และตัดทุกอย่างออกไป เพื่อเริ่มใหม่กับเจ้าของหัวใจคนใหม่เสียที

“แม่ตาก็ด้วย......” เขายิ้มนิด “ทีนี้ ก็บอกรักคนๆนั้นได้แล้ว ไม้ต้องพูดเพียงคำว่า ขาดไม่ได้ ได้แล้ว” จากยิ้มนิดค่อยๆแปรเป็นยิ้มกว้าง ร่างสูงผุดลุกขึ้นหันหลังเปิดประตูทำท่าจะเดินออกไป

“พี่ท่านนั่นแล บอกไปเสีย เลิกพูดเพียงคำว่า “สนใจ” ได้แล้วเจ้าค่ะ.....ฝันดีนะเจ้าคะ พรุ่งนี้อย่าสายเล่า ประเดี๋ยวท่านสุรสุนทร์จะเอ็ดเอา” พูดพลางเอามุ้งลง ปฏิจจาค่อยๆเดินออกจากห้องนั่งมาเงียบๆด้วยทั้งรู้สึกโล่งแลยินดีอย่างทีไม่ได้เป็นมานานแล้ว

เขาเดินมานั่ง ณ กลางชานบ้านถอนใจนิดเนื่องด้วยหลังจากพรุ่งนี้ไปงานคงกลับมารัดตัวอีกครา ไม่รู้ว่าจะได้เจอใครคนนั้นอีกเมื่อใด แต่หากเจอ คราวนี้คงมีคำ คำหนึ่งที่ต้องบอกไปให้ได้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เมื่อคิดเช่นนั้น จู่ๆหัวใจก็พลันเต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล ใบหน้าดูจะแดงขึ้นน้อยจนเขาต้องยกมือขึ้นมาลูบหน้า...

 

เมื่อใด.......จะได้เจอกันอีกนะ?

 

 

-จบ-

Comment

Comment:

Tweet

ยินดีด้วยกับทั้งคู่นะจ๊ะ 

ชอบความสัมพันธ์ของทั้งคู่จังเลย มันหวานซึ้ง ไม่รู้สิ บรรยายไม่ถูก
เหมือนไม่ต้องพูดกันก็พอจะเข้าใจกันได้อะ ชอบจังเลย

ปล. ชอบภาษาของฟองน้ำจัง ขลัง (?) มาก cry

#6 By accel. on 2012-09-10 17:36

ชอบปมที่ผูกไว้แล้วโดนคลายออกแบบเข้าใจแบบนี้จัง 
ไม่รู้ทำไมอ่านแล้วเจ็บแปล๊บๆ แต่ฉันชอบนะะะะ คิดว่าสองคนนี้รักกันมากจริงๆ พอที่จะให่เหตุผลซึ่งกันและกันได้ ดูเป็นผู้ใหญ่มากๆ!!
ยินดีกับทั้งสองคนด้วยนะ XD~

#5 By Judus_Shan on 2012-09-10 13:01

TT______TT b
จริงๆชั้นว่ามันทำใจลำบากเนาะ
มันเหมือน...เกรงใจ...หรือยังไงดีวะ
คือมันผูกพันกันยิ่งกว่าพี่น้อง
ถ้าคนนึงมีใหม่ แต่อีกคนไม่มี คงพูดยากกว่านี้
แต่ก็ดีใจด้วยนะ ต่างฝ่ายต่างกล้าพูดแล้ว
ไปบอกรักกระดูกให้พวกชั้นฟินกันได้แล้ว 555
ปล. ใช้ภาษาได้ยังกะเธอหลุดมาจากสมัยนั้น 55  //ชม

#4 By Meno Kagura on 2012-09-09 18:00

//มาสครีม *[]* โอวอาาา เรื่องมันลึกซึ้งอย่างนี้นี่เอง 
ปล.ชอบการใช้ภาษาของฟองน้ำจัง 
อยากเห็นตอนบอกรักรุกขะไวๆ โฮรว ได้ฟินอีกแล้ว -..-

#3 By ⑥⑥⑥ on 2012-09-09 17:04

//งอแง// ... นี่มันดราม่าห์ 
;w; ปฏจ.กับศูนยตาน่าฉงฉานจังเบย #สงสารแทนทำไม ... ตอนอ่านรู้สึกว่า ให้กลับไปรักกันตรูก็ยอมนะ //ฟน.ต่อย
ฮิฮุ พูดได้แล้วสินะ สินะ สินะ จะรอฟังนะ ....  เอเฮะ  
(ตอนแรกนึกว่าจะมีเกมส์อะไรให้เล่น แบบ จงปลดล็อคหัวใจปฏจ.!! #ชื่อเกมส์)  
ปล.ชอบสำนวนจัง แลดูคิดมา <<อีนี่ไม่เคยคิด

#2 By MyFairy on 2012-09-09 16:43

อา... สองพี่น้องในที่สุดก็คลายปมกันได้เรียบร้อยแล้วสินะ /กอดอึ่ชทั้งคู่

จริงๆแล้วมันก็พูดได้ลำบากเนาะสำหรับความสัมพันธ์ที่ต้องเปลี่ยนแบบนั้น Y v Y 

ชอบบรรยากาศของคู่นี้นะ แบบว่า ฮรึ่มมม /อะไร น่ารักง่ะ

พ่อแมวน้อยกับแม่แมวน้อยหลังจากนี้ก็จะพูดบางคำได้เต็มปากเต็มคำแล้วเนาะ อิ v อิ)๕=๕ /จิ้มๆ

ปล.และเธอก็สู้ๆนะฟน. /บรีบแน่ล

#1 By T-Han on 2012-09-09 15:40

Recommend