อ่ะแหมๆๆๆ ขึ้นหัวข้อซะน่ากลัวเชียว ที่ว่าตกหลุมรักเนี่ย ไม่ใช่รักในแนวนั้นนะคะ แต่แนวรักและชื่นชมต่างหาก หลายคนที่ตามบล๊อกข้าน้อยมาบ่อยๆจะรู้ว่า ข้าน้อยน่ะ ชอบและหลงรักประวัติศาสตร์มากเพียงใด

(ถึงแม้จะปิ๋วสอบตรงโบราณคดีไป แต่ฉันก็จะไม่เลิกรักหรอกค่ะ และจะรักมากขึ้น ศึกษาให้มากกว่าเดิมด้วย หุหุ)

          สาวๆทั้ง 10 คนนี้ บางคนก็เป็นหลังบ้านดังค่ะ พูดถึงคำว่าหลังบ้านเนี่ย สาวๆหัวสมัยใหม่หลายคนคงกรี๊ดแตก แนวๆตรูไม่ใช่หลังบ้านเฟร้ย แต่แหม ถ้าหน้าบ้านดูดีอ่ะแน่นอนหลังบ้านก็ต้องทำให้ดูดีด้วยใช้ไหมคะ มันถึงจะเป็นบ้านที่สวยงาม

          สาวๆเหล่านี้บางคนก็ทำให้หน้าบ้านรุ่งบ้างร่วงบ้าง แต่ที่ยกมาจะเอาแนวๆ ทำให้หน้าบ้านรุ่ง หรือไม่ก็ ถ้าหน้าบ้านมันไม่ดีนักก็ถอยไปตรูเป็นหน้าบ้านเองก็ได้ เหอะๆๆๆๆ มาดูรายชื่อดีก่า ว่ามีใครที่ข้าน้อยตกหลุมรักบ้าง

1.พระนางบูเช็กเทียน จอมนางเหนือแผ่นดิน

2.อีวิต้า เปรอง เธอคือลมใต้ปีก

3.พระนางฮัปเซทซุท หญิงเหล็กแห่งไอยคุปต์โบราณ

4.พระนางมารี อังตัวเนต ดอกไม้ในไฟปฏิวัติ

5.พระนางอลิซาเบทที่ 1 Virgin Queen

6.ท่านปฏาจาราเถรี ผู้เรียนรู้จากความสูญเสีย

7.พระสุพรรณกัลยา

8.อึ้งสีฮูหยิน หลังบ้านมังกรหลับ

9.โอลิมปิแอส ชนนีของอเล็กซานเดอร์มหาราช

10.เนเฟอร์ตาริ จอมใจมหาราช

 

วันนี้ขอขึ้นคนแรกค่ะ

คนที่ 1 พระนางบูเช็กเทียน จอมนางเหนือแผ่นดิน


         ถ้าจะถามข้าน้อยว่า ในประวัติศาสตร์ทีผ่านมา ข้าน้อยชอบ และนับถือใครที่สุด ข้าน้อยจะตอบอย่างมั่นใจสุดกู่ว่า "พระนางบูเช็คเทียนค่ะ"..........

         พระนางนั้นเกิดมาในสมัยที่ผู้หญิงเป็นยิ่งกว่าช้างเท้าหลัง แล้วหลายคนคงรู้ใช่ไหมคะ ว่าที่ประเทศจีนนั้น ผู้ชายคือพระเจ้า ผู้หญิงนี่เป็นอะไรที่ไม่ค่อยมีบ้านไหนอยากจะมี  ตำแหน่งสูงที่สุดที่ผู้หญิงในสมัยนั้นพึงจะมี คงจะเป็น องค์ฮองเฮาพระแม่ของแผ่นดิน แต่ถามเถอะ ถ้าไม่ได้อยู่ในวัง ไม่มีพ่อแม่ใหญ่โต แน่นอนโอกาสหายไป 60% ยิ่งไม่สวยนี่อย่าหวัง แล้วยังไม่พอค่ะ ถ้าอยู่ในวังได้ แต่กว่าจะได้เป็นฮองเฮาถ้าสวยแต่โง่ก็อย่าหวังค่ะ เหอะๆๆ

         แต่พระนางบูเช็เทียนของเราเป็นยิ่งกว่านั้น เพราะพระนางเป็นถึง.......

         "ฮ่องเต้อิสตรีองค์แรก และองค์เดียวในประวัติศาสตร์จีน!!!"

         และแน่นอนนักปราญช์จีนโบราณ(ที่มีแต่ผู้ชาย) แต่กล่าวถึงพระนางอย่างเสียๆหายๆ เช่นโหดเหี้ยมผิดมนุษย์(อัีนนี้ก็ถือว่าจริงบางส่วนนะ) หรือไม่ก็มักมากในกามคุณจนผิดธรรมดา แต่มันก็ไม่ผิดที่เขาจะเขียนกันแบบนั้น เพราะไอ่สมัยก่อนเนี่ย มันไม่หรอกคำว่า "สิทธิสตรี" หรือ "เฟมินิส" แล้วถ้่าเกิดมีคุณผู้หญิงคนนึงลุกขึ้นมาทำสิ่งที่อยู่นอกเหนือที่สังคมตีกรอบไว้ ก็ต้องถูกติฉินนินทาแน่นอน แต่บังเอิญพระนางดัน ดี เด่น กว่าบุรุษในยุดโน้นๆหลายคน ก็ไม่แปลกที่จะโดนด่าว่าเสียๆหายๆจนไม่เหลือดี เหอะๆๆๆ

ประวัติโดยย่อ

          บูเช็คเทียน มีนามเดิมว่า “บูเหม่ยเหนียง” แปลว่า โฉมงามเลอเสน่ห์ นางเกิดเมื่อปี ค.ศ.625 พ่อของนางเป็นพ่อค้าธรรมดาๆ แต่ต่อมาได้รับราชการทหารอยู่นอกด่าน พออายุได้ 14 ปี กิตติศัพท์ความงามของนางก็ลือลั่นไปทั่ว จนล่วงไปสู่พระกรรณของ พระเจ้าถังไทจง ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ถัง พระองค์จึงมีดำรัสให้ นางเข้าวังเพื่อถวายตัว เป็นนางสนม

          แต่พอเข้าวังมาก็เป็นได้เพียงแค่สนมน้อยๆ โดนเรียกตำแหน่งนั้นว่า ไฉเหริน ซึ่งเป็นเพราะ โหราจารย์แห่งราชสำนัก ได้เคยพยากรณ์ว่า ต่อไปสตรีแซ่อู่จะมีอำนาจขึ้นล้มราชวงศ์ถัง เมื่อสืบหากัน...ก็พบว่า แซ่บูของบูเหม่ยเหนียงนั้นออกเสียง เป็นภาษาจีนกลางว่า “อู่” พระเจ้าถังไทจงจึงไม่ค่อยวาง พระทัยในนางสนมน้อยผู้นี้ แม้ว่าจะโปรดปรานความฉลาดเฉีลยวของนางอยู่มากก็ตาม

 

          ท่านเองเลือกที่จะไม่ขับไล่นางออกจากวัง กลับให้นางคอยเฝ้าปรนนิบัติรับใช้ด้วยความที่รักนางแต่เมื่อได้มาปรนนิบัติดูแลถังไท่จงฮ่องเต้ ก็แอบรักชอบกับหลี่จื้อ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นไท่่จื่อ (แปลว่ารัชทายาทเจ้าค่า) 

          จนกระทั่งวาระสุดท้ายของท่าน ท่านจึงได้พูดกับบูเช็คเทียนถึงเรื่องที่โหรหลวงทำนาย นางจึงใช้กลยุทธุ์ "ปิดฟ้าข้ามสมุทร" เอาตัวรอดไปได้ โดยการขอไปบวชชีเพื่อสวดมนต์ภาวนาให้แก่ราชวงศ์ถัง เราคิดว่าถังไท่จงฮ่องเต้คงมีความรักแก่บูเช็คเทียนเป็นทุนเดิม หรืออาจเป็นเพราะกลยุทธุ์ที่บูเช็กเทียนใช้ทำให้สามารถบังตาฮ่องเต้ได้นั้น แต่นางก็ทำได้สำเร็จ สามารถรอดพ้นจากความตายที่อาจจะมาพร้อมกับฮ่องเต้ หรือหลังจากฮ่องเต้เสด็จสวรรคตก็เป็นได้(เพราะถ้าไม่ไปบวชซะ แน่นอนว่าต้องตายตามเหนือหัวไปรับใช้ที่โลกหน้าชัวร์ๆค่ะ)

 

 (ชอบเวอร์ชั่นนี้อ่ะค่ะ สวยดี แสดงดีด้วยๆ)

 

          แต่ถึงแม้พระนางจะไปบวชเป็นชีแล้ว แต่ด้วยแรงรัก หรืออะไรไม่รู้ทำใหถังเกาจงฮ่องเต้ไปสู้สึกชีออกมา แล้วพอไปลัลล้าเป็นสนมอยู่ในวัง (บาปนะท่าน...)

          เมื่อเข้าวังอีกครั้งหนึ่งได้ดัง ใจหมายแล้ว บูเช็คเทียนก็รู้ว่าตัวเองมิได้ เกิดมาเพื่อที่จะเป็นเพียง นางบำเรอเท่านั้น หากจะต้องยิ่งใหญ่กว่าใครในราชสำนักฝ่ายใน ซึ่งบทบาทของบูเช็คเทียน เพื่อกรุยทางไปสู่อำนาจวาสนานั่น ได้ลุยไปบนเลือดเนื้อและชีวิตของคนอื่นหลายคน

           ความเฉลียวฉลาดเฉียบแหลมและรู้จังหวะชีวิต ช่วยให้บูเช็คเทียนค่อยๆ ดำเนินการตามเป้าหมายไปได้ทีละน้อย แต่มั่นคง นางค่อยๆโค่นล้มสนมเอกที่โปรดปราน ของฮ่องเต้ได้ราบคาบ และรวบอำนาจดูแลราชสำนักฝ่ายในมาไว้ในกำมืออย่างนิ่มนวล โดยที่ฮองเฮาผู้มีหน้าที่บังคับบัญชาฝ่ายในเองไม่อาจทำอะไรได้(ก็คงเพราะตอนนั้นฮ่องเต้หลงพระนางอยู่มากเช่นกัน)  ในที่สุดบูเช็คเทียนก็ก้าวไปจนถึงขั้นคิดการกำจัดฮองเฮาเสีย เพื่อจะตั้งตัวเองขึ้นดำรงตำแหน่งนี้แทน

           ซึ่งแผนนี้ข้าน้อยไม่ค่อยเห็นด้วยนะคะ แต่ว่าอ่ะนะ....

           นั่นก็คือ นางลงทุนบีบคอธิดาน้อย ของตนเองจนตายคามือ เพื่อป้ายความผิดไปให้แก่ฮองเฮา!

           และแน่น๊อน แน่นอน ตอนนั้นถังเกาจงก็หลงนางอยู่เอาการ ก็เชื่อสิคะ! เลยได้ขับไล่ฮองเฮาองค์ไปอยู่ตำหนักเย็นทั้งชีวิตของท่าน

            ถามว่าทำไมท่านถึงลงทุนบีบเอง ถ้าว่าในแง่ของจิตวิทยาคือ คนที่ดูปลอดภัยที่สุดน่ะแหละจะไม่มีใครสงสัย+ความหลงของฮ่องเต้อีก แล้วลองคิดอีกแง่นะคะ ถ้าใช้คนอื่น มันก็ต้องสาวมาถึงตัวท่านในไม่ช้า สู้บีบเองดีกว่าไม่ดีกว่าเหรอ?

            แต่อ่ะนะ แรกๆคิดเรอะว่าจะได้เป็นเลย แน่นอนพระนางก็นิ่งๆรอเวลา รอโอกาส เพราะคงรู้ๆว่าฐานอำนาจของฮองเฮาองค์เก่าน่ะใช่น้อย

            แต่แล้วความฝันอันสูงสุดของบูเช็คเทียน มาสัมฤทธิผลในปี ค.ศ.655 เมื่อพระเจ้าเกาจงฮ่องเต้แต่งตั้ง นางขึ้นเป็นฮองเฮา โดยไม่หวั่นไหวต่อคำทัดทานของเหล่าเสนาบดีอื่นๆ

            ถังเกาจงฮ่องเต้ก็ทรงเจ็บออดๆแอดๆ แต่ไม่เป็นไร ฮ่องเต้ไม่ค่อยสบายแต่ฮองเฮาก็ยังมี พระนางบูเช็คเทียนจึงทรงช่วยเหลือด้วยการแอบถวายคำแนะนำอยู่หลังพระวิสูตร ในขณะที่ฮ่องเต้ประทับบัลลังก์มังกรว่าราชการในท้องพระโรง

           และด้วยความ คิดความอ่านของฮองเฮานั้นก้าวหน้าของพระนาง ทำให้เห็นว่า การรับราชการเป็นขุนนางนั้นน่าจะกระทำด้วยวิธีสอบคัดเลือก แทนที่จะใช้ระบบ “เส้น” อย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งฮ่องเต้ก็ทรงเห็นดีด้วย ดังนั้น ในเวลาต่อมาฐานกำลังของบูเช็คเทียน ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถสอบผ่านเข้ามาเป็นขุนนางได้จึงเพิ่มทวี ขึ้นอย่างรวดเร็ว

(^ขั้นรายการนิดนึง แฟนๆลำนำฯขา คุ้นๆกันมะ ก็นโยบายเมตตาเสมอหน้าของน้องเฟิ่งไงๆๆ)

           ในตอนนี้ เนี่ย ฐานอำนาจก็มีครบ เพราะงั้นราชการแผ่นดินแทบทั้งหมด นับว่าอยู่ในเงื้อมมือของบูเช็คเทียนแล้วเจ้าค่ะ การขึ้นสู่อำนาจของบูเช็คเทียนนั้น ก็ไม่ได้เกิดจากความงามของนางเพียงอย่างเดียวนะคะ แต่ความเฉลียวฉลาดและกล้าตัดสินใจฉับไวทันการณ์ก็เป็นสิ่งช่วยเสริมอีกอย่างนึง คือถ้าสวยแต่โง่ก็คงได้เป็นนางสนมน้อยๆไปทั้งชาติแหละ

           ถังเกาจง ฮ่องเต้ประชวรสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ.683  ฮ่องเต้องค์ต่อมามีพระนามว่า “ถังจงจงฮ่องเต้” บูเช็คเทียนเปลี่ยนฐานะเป็นฮองไทเฮาไปแล้ว แต่อำนาจยังมีเหมือนเดิม คือฮ่องเต้องค์ใหม่จะทำอะไรก็ต้องผ่านความเห็นชอบของฮองไทเฮาก่อนเสมอ ฮ่องเต้เป็นไงน่ะเหรอคะ ก็อึดอัดมากอ่ะดิ! เพราะงั้นจึงทำการกระด้างกระเดื่องต่อพระมารดา

            พระนางทำไงน่ะเหรอคะ? ก็ในเมื่อมันกระด้างกระเดื่องดีนักก็ถอดทิ้งสิ!! ลูกก็มีอีก ตั้งใหม่อีกคนนึง แล้วก็ทำเหมือนเดิมคือ ขึงพระวิสูติแล้วก็นั่งว่าราชการไป โดยให้ฮ่องเต้เป็นเพียงนอมินีแค่นั้นแหละ

           และสุดท้ายก็ได้ลงมือโค่นอำนาจลูกชายของพระนางเอกซะเลย (แต่เท่าๆที่รู้มาอยากจะบอกว่า ลูกชายพระนางทั้งคู่ไม่ค่อยเอาอ่าว ไม่ค่อยเก่งเหมือนแม่ ส่วนใหญ่จะเจ็บออดๆแอดๆเหมือนพ่อ แล้วก็ไม่ค่อยได้เรื่องนัก)

 

            สุดท้ายพระนางก็สถาปนาตัวเองเป็นฮ่องเต้สตรีองค์ของจีนในปี 689 ตอนนั้นพระนางมีอายุ 64 ชันษาแล้วนะคะแล้วก็ตั้งราชวงศ์โจวขึ้นมาใหม่ สมคำทำนายเลยว่าสตรีแซ่อู่จะล้มราชวงศ์ถัง เหอะๆๆ....

            แต่ก็แปลกเพราะดูๆแล้วเหมือนพระนางจะเป็นคนโหด+ดุ ขึ้นปกครองแล้วจะไม่กลายเป็นทรราชเรอะ แต่ตรงกันข้ามค่ะ เพราะพระนางเป็นนักปกครองที่ยิ่งใหญ่ ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชนเป็นเวลาตั้ง 16 ปีนะเออ แถมยังนำทัพรบชนะเกาหลีในสมัยนั้นอีก คืออาจจะเป็นเพราะความฉลาดของท่าน+ความรู้จักการใช้จังหวะชีวิตให้เป็นประโยชน์ด้วยแหละ

            แล้วก็ นอกจานี้พระนางยังเก่งในด้านอักษรศาสตร์ด้วย ได้ทรงแต่งบทกวีไว้หลายชิ้น ทั้งบทความทางรัฐศาสตร์ปรัญชา แล้วโอวาทสอนหญิง แต่ไม่ต้องไำปหาค่ะ มันหายไปหมดแล้ว เหอะๆๆ(ฝีมือใครน้า~)

            ในตอนท้า่ย...เมื่อพระนางอาุยุ 80 ชันษาพระนางก็ชราภาพมากแล้ว แต่ก็ยังไม่ยกบังลังก์ให้ใคร จนถังจงจงฮ่องเต้ต้องไปทูลขอ พระนางก็ยอมให้และไปประทับอยู่ที่ตำหนักนอกเมือง

            แล้วตอนนั้นถังจงจงฮ่องเต้ก็เปลี่ยนราชวงศ์คืนเป็นราชวงศ์ถัง ถือว่ายุดทองของพระนางบูเช็กเทียนสิ้นสุดตรงนี้ และพระนางบูเช็กเทียนก็สิ้นพระชนม์ด้วยโรคชราเมื่อปี 705 ด้วยโรคชราภาพ สิ้นสุดตำนานของจอมนางเหนือแผ่นดินกันตรงนี้.........

            ทุกวันนี้ถ้าใครจะไปหานางก็ไปได้ค่ะ ฮวงซุ้ยนางอยู่ที่นครซีอันน่ะค่ะ ทางไปนั้นเรียงรายด้วยรูปปั้นดินเผาสวยงามมากมาย ข้างๆหลุมศพพระนางมีหลุมศพของถังเกาจงฮ่องเต้พระสวามี ที่พระนางสั่งให้แกะป้ายหน้าหลุมศพเป้ฯคำสรรเสริญพระบารมีมากมาย แต่หลุมศพของพระนางเองกลับว่างเปล่าค่ะ

            เพราะพระนางนั้นได้ตรัสไว้ว่า

 "ไม่อยากให้คนรุ่นหลัง มาจารึกสรรเสริญเกียรติคุณ แต่ต้องการให้คนรุ่นหลังได้ซาบซึ้งในคุณงามความดีที่กระทำต่อบ้านเมือง เป็นผู้จารึกสรรเสริญพระนางไว้ด้วยใจจริง..."(แนวๆอย่ามาเฟคป่ะ)

 

(ซ้ายของถังเกาจงฮ่องเต้ ขวาของพระนางเองล่ะค่ะ)

             แต่ความจริงเขาว่ากันว่า ไม่มีใครเขียนสรรเสริญนางมากกว่า

             ตอนที่พระนางมีชีวิตอยู่นั้น ท่านเคยกลุ้มใจมากๆว่าคนรุ่นหลังจะจำท่านเช่นใด แต่ถ้าในส่วนของข้าน้อยนะ ข้าน้อยจะตอบท่านว่า

             "จำว่า ท่านคือผู้หญิงที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์จีนค่ะ...."

              ส่งท้ายด้วยเพลงประกอบซีรี่ย์ บูเช็กเทียนจอมนางเหนือแผ่นดินค่ะ!!

 

 



คำแปล

By:เหล่าอี๊ข้าน้อยเองค่า ภูิมิใจๆๆ (แต่ข้าน้อยเกลาภาษาเอา เหอะๆๆ)

ยามเมื่ออาทิตย์และจันทร์โคจรมาบรรจบกันบนท้องฟ้า
ใครกันจะแยกแยะได้กระจ่างถึงจักรวาลที่ดำรงอยู่ ณ ตรงขอบโลก
ควันไฟเท่าไรกันที่มอดดับลงเนิ่นนานแล้วท่ามกลางกาลเวลา

พันปีให้หลังความเร่าร้อนกลับเปลี่ยนเป็นความเยียบเย็น
หน้าห้องที่เศร้าสร้อยหันสู่ป่าอันเปล่าเปลี่ยว ริมฝีปากแดงดุจชาดไม่อาจกล่าวคำอำลา
ความในใจมากมายเหมือนดั่งฝุ่นที่กระจายไปทั่วค่ำคืนอันยาวนานมีนับเท่าใด
พันปีให้หลังจะกลับกลายเป็นถูกลืมเลือนใช่ไหม?

พันปีให้หลังหัตถ์ที่อาจพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินของเจ้า                                                                                    จะมีบันทึกไว้ในบทกลอนตอนใดบ้างหรือถึงความอ่อนโยนแห่งหัตถ์นั้น?

พันปีให้หลังความรันทดใจที่ทำให้มหาสมุทรยังระทมของเจ้า

มิใช่รัก มิใช่ชัง ทั้งมวลล้วนแต่เป็นเรื่องของเหตุผล

ท้ายที่สุดจะยังคงจดจำห้วงเวลาเมื่อหนึ่งพันปีก่อน

ถึงทัศนิยภาพในฤดูใบไม้ผลยามที่ดอกไม้แย้มบานเต็มทางเดินในสวน

ดินฟ้าอากาศเฉกเช่นลมพัดลูบไล้ผ้าแพรบาง

ดั่งหยาดน้ำตาของเจ้าที่ตกลงบนกองเถ้าซากแขนเสื้อที่มอดดับไป 

ส่วนคนอื่นๆอีก 9 ท่านจะมาดูกันเอนทรี่ต่อๆไปค่า~ 

Comment

Comment:

Tweet

#12 By (1.46.105.143|1.46.105.143) on 2015-03-19 09:06

สุดยอดเลย..หาอ่านประวัติศาสตร์ของพระนางบูเช็คเทียนแล้ว หลายๆ ด้าน สรุป ทรงเก่ง ถึงแม้จะปิดตา หาอ่านยาก แต่เปิดใจให้รักท่านเหมือนกัน เหตุที่อ่านเพราะมีหนังมาฉาย อยากรู้จักท่านก่อนดู ...ขอบคุณค่ะ ที่หารายละเอียดบางช่วงของท่านมาให้ศึกษาและวิเคราะห์ตัวตนของท่าน...สุดยอด ของคำจำกัดความว่
า สตรี!!

#11 By (1.46.105.143|1.46.105.143) on 2015-03-19 09:04

สุดยอดเลย..หาอ่านประวัติศาสตร์ของพระนางบูเช็คเทียนแล้ว หลายๆ ด้าน สรุป ทรงเก่ง ถึงแม้จะปิดตา หาอ่านยาก แต่เปิดใจให้รักท่านเหมือนกัน เหตุที่อ่านเพราะมีหนังมาฉาย อยากรู้จักท่านก่อนดู ...ขอบคุณค่ะ ที่หารายละเอียดบางช่วงของท่านมาให้ศึกษาและวิเคราะห์ตัวตนของท่าน...สุดยอด ของคำจำกัดความว่า"สตรี"


#10 By (1.46.105.143|1.46.105.143) on 2015-03-19 09:03

สุดยอดเลย..หาอ่านประวัติศาสตร์ของพระนางบูเช็คเทียนแล้ว หลายๆ ด้าน สรุป ทรงเก่ง ถึงแม้จะปิดตา หาอ่านยาก แต่เปิดใจให้รักท่านเหมือนกัน เหตุที่อ่านเพราะมีหนังมาฉาย อยากรู้จักท่านก่อนดู ...ขอบคุณค่ะ ที่หารายละเอียดบางช่วงของท่านมาให้ศึกษาและวิเคราะห์ตัวตนของท่าน...สุดยอด ของคำจำกัดความว่
า สตรี!!

#9 By (1.46.105.143|1.46.105.143) on 2015-03-19 09:01

#8 By (1.46.105.143|1.46.105.143) on 2015-03-19 08:54

อ่านมาตั้งนาน ชอบตรง"อย่ามาเฟคป่ะ)อะค่ะsad smile

#7 By ShoLiCoN on 2010-12-11 18:22

ชอบบูเช็คเทียนมากเหมือนกันเลย แต่อันดับอื่นไม่ค่อยเหมือนเลยจ้า sad smile

#5 By (118.175.245.170) on 2009-08-18 14:17

อืมมมมม

ต้องไปหาหนังมาดูบ้างแล้วววววววววว
อยากรู้ว่าเป็นอย่างไง

ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะค่า
อย่างไงก็ขอฝากบลอคไว้ด้วยนะคะ อิอิ

#4 By nuchnin on 2009-04-26 10:45

ปล.ๆ กรี๊ดส์ๆ เหล่าอี๊+มายะจัง แปลสุดยอด!cry
คนเรามีทั้งดีไม่ดีล่ะค่ะ
อ่ะนะคะ
"ใครชนะได้เขียนประวัติศาสตร์
ใครมีอำนาจได้กุมความจริง" ...
อื่อ...embarrassed ฉันพูดอะไรแผลงๆอีกแน่เลย แหะsad smile
แต่สมัยก่อนเขาค่อนข้างกดขี่เพศหญิงนะคะ
คลีโอพัตราเอง
ทางอาหรัับบันทึกว่าเป็นคนดี แต่ฝรั่งกลับบันทึกว่าเป็นตัวร้าย

แย่จังเลย...
เราว่า ถ้าเราเป็นชาวบ้านชาวช่องตาดำๆ ในสมัยนั้นคงจะไม่ด่าว่าพระนางหรอกค่ะ

คนที่ด่าว่าพระนาง เขียนบันทึกเรื่องราวไม่ดีๆ ของพระนาง (ที่บางทีอาจจะผ่านการปรุงแต่งขึ้นด้วยซ้ำ) ก็คือพวกปัญญาชน ที่ไม่อาจทนทานได้กับการให้สตรีอยู่สูงกว่าพวกเขา

แต่ก็เป็นเรื่องปกติของมนุุษย์โลกอยู่แล้วล่ะค่ะ big smile

#1 By cherrykids on 2009-04-25 09:07

Recommend